ยากลางบ้าน
คนไทยสมัยก่อน รุ่นปู่ย่าตาทวด ใช้ยากลางบ้าน (ยาสมุนไพรพื้นบ้าน) รักษาอาการเจ็บไข้ไม่สบายของบุตรหลาน หรือคนในครอบครัวให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บได้ ความรู้ในการรักษาโรค ต่างๆ เหล่านั้น ได้ถูกถ่ายทอดมาสู่รุ่นลูกรุ่นหลาย สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน ถือเป็นภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่น
ยากลางบ้านหรือยาสมุนไพรไทยพื้นบ้าน ที่มีสรรพคุณเป็นยา ใช้บำบัดรักษาโรคทั่วไป เป็นสมุนไพรที่ได้มาจากพืชชนิดต่างๆ ที่ขึ้นอยู่ข้างๆ บ้าน ใช้รักษาโดยการกินสดๆ หรือ นำมาต้มรับประทาน หรือบางชนิดก็ใช้ประกอบอาหาร คือการกินอาหารเป็นยา หรือใช้ทาภายนอก จะขอยกตัวอย่าง (จากประสบการณ์ของผู้เขียน) เช่น เมื่อน้องๆ ไม่สบาย ปวดหัว ตัวร้อน มีอาการไข้ แม่ก็จะใช้ให้ไปเก็บหญ้าใต้ใบ(สด) กับถอนหัวแห้วหมูเล็ก ล้างให้สะอาด(นำมาตากให้แห้ง) ต้มรวมกัน รับประทาน วันละ 2-3 ครั้ง ระยะเวลา 2-3 วัน อาการค่อยๆ ทุเลาและหายในเวลาต่อมาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ในเด็กเล็กๆ หรือทารก แม่ก็จะใช้ใบกะเพราแดงหนึ่งกำมือ ผสมกับปูนแดง(ปูนสำหรับกินกับหมาก) ใส่ฝ่ามือผสมน้ำเล็กน้อยแล้วขยี้ พอเป็นฟองแล้วนำไปทาที่หน้าท้องให้ทั่ว ที่ฝ่าเท้าและฝ่ามือ สักพักเด็กก็จะเรอ และผายลม ทาซ้ำอีกครั้ง สองครั้งก็จะหายเป็นปรกติ อาการท้องเสียท้องร่วง หรือถ่ายท้องบ่อยๆ เก็บใบชมพู่(ใบฝรั่งสด) ข้างบ้านสัก 2 - 3 กำมือ ต้ม แล้วเอาน้ำต้มดื่ม 2-3 ครั้ง ก็จะหาย บางครั้งก็จะใช้ใบทับทิมแทน หรือใช้ใบไม้ทั้งสองชนิดนี้ต้มรวมกันก็ได้ อาการผื่นคัน หรือแตกลมพิษ ให้ใช้ใบพลู (พลูที่ใช้กินกับหมาก) ผสมเหล้าขาว ขยี้ให้เข้ากัน แล้วทาให้ทั่ว ครั้ง สองครั้ง อาการคัน เม็ดผื่นก็จะหาย อาการปวดฟัน จะใช้ผักคราดหัวแหวนสด เคี้ยวกับเกลืออมไว้สักพัก อาการปวดก็จะทุเลา หรือถ้าไม่เคี้ยว ก็ให้บดก่อนนำไปอม 2-3 ครั้ง อาการปวดฟันก็จะหาย
ยากลางบ้านที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ จากประสบการณ์ในการรักษาอาการเจ็บป่วยของตัวเอง คนในครอบครัวตลอดจนเพื่อนบ้าน เมื่อตอนเด็กๆ ปัจจุบันก็ยังคงสืบทอดและถ่ายทอดความรู้เรื่องนี้ เพราะได้เล็งเห็นความสำคัญ ตระหนักถึงคุณค่าและประโยชน์ของพืชสมุนไพร “พืชเป็นยา” คิดว่า “ยากลางบ้าน” ยังคงมีความสำคัญยิ่งๆ ขึ้น ในโลกท่ามกลางวิกฤติ ที่คนยุคนี้สมัยนี้ต้องพึงพาธรรมชาติให้มากขึ้น พึงตนเองให้มากขึ้นเพื่อความอยู่รอดที่มีความสุข อย่างรู้เท่าทัน
วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552
วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ภูมิปัญญาพื้นบ้าน
ปัจจุบันมีคนจำนวนมากเป็นโรคต่างๆ ที่มีสาเหตุ ปัญหา จากการกินไม่ถูกวิธี ไม่เห็นความสำคัญของการเลือกปฏิบัติในการบริโภคอาหาร จึงนำเสนอภูมิปัญญาพื้นบ้านโดยเน้นวัฒนธรรมการกินอาหาร (ผ่าน หลัก 5 อ. คือ อาหาร อารมณ์ อากาศ อุจาระ และออกกำลังกาย)
อาหารหลักของคนไทยสมัยก่อนไม่ใช่อาหารหลัก 5 หมู่ เหมือนปัจจุบัน แต่เป็นอาหารหลักดังนี้ คือ
“กินข้าวเป็นหลัก กินผักเป็นยา กินปลาเป็นอาหาร”
“กินข้าวเป็นหลัก” “ข้าว” นอกจากใช้กินเป็นอาหารหลัก ทั้ง 3 มื้อ ในแต่ละวัน คือ มื้อเช้า มื้อเที่ยง และมื้อเย็น แล้ว ข้าวยังมีคุณสมบัติเป็นยาด้วย มีสรรพคุณต่างๆ สามารถนำข้าวในรูปแบบต่างๆ ไปรักษาโรคได้ด้วย เช่น ข้าวตาก ข้าวคั่ว ข้าวไหม้ ข้าวบูด คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเป็นโรคภัยไข้เจ็บที่ร้ายแรงเหมือนอย่างสมัยนี้ เพราะได้ข้าวที่กินในแต่ละวันมาจากการปลูกข้าวกินเอง(ปลอดสารเคมี) โดยกระบวนกลุ่มในการทำนาทำไร่ ได้ ใกล้ชิดธรรมชาติ อากาศดีในทุ่งนาทุ่งไร่ ได้ออกกำลังกายไปพร้อมๆ กันส่งผลให้อารมณ์ดี การขับถ่ายอุจจาระก็เป็นเวลา “กินผักเป็นยา” ผักพื้นบ้านต่างๆที่ปลูกเองข้างบ้าน(ไม่ใช้ยาเคมีฆ่าแมลง) กินปลาเป็นอาหาร ปลาชนิดต่างๆ ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ในห้วย หนอง คลอง บึง ใกล้บ้าน ทำกับข้าวกินเอง พึงพาตนเอง อาหารดีสุขภาพกายดี ส่งผลให้อารมณ์ดี
อาหารหลักของคนไทยสมัยก่อนไม่ใช่อาหารหลัก 5 หมู่ เหมือนปัจจุบัน แต่เป็นอาหารหลักดังนี้ คือ
“กินข้าวเป็นหลัก กินผักเป็นยา กินปลาเป็นอาหาร”
“กินข้าวเป็นหลัก” “ข้าว” นอกจากใช้กินเป็นอาหารหลัก ทั้ง 3 มื้อ ในแต่ละวัน คือ มื้อเช้า มื้อเที่ยง และมื้อเย็น แล้ว ข้าวยังมีคุณสมบัติเป็นยาด้วย มีสรรพคุณต่างๆ สามารถนำข้าวในรูปแบบต่างๆ ไปรักษาโรคได้ด้วย เช่น ข้าวตาก ข้าวคั่ว ข้าวไหม้ ข้าวบูด คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเป็นโรคภัยไข้เจ็บที่ร้ายแรงเหมือนอย่างสมัยนี้ เพราะได้ข้าวที่กินในแต่ละวันมาจากการปลูกข้าวกินเอง(ปลอดสารเคมี) โดยกระบวนกลุ่มในการทำนาทำไร่ ได้ ใกล้ชิดธรรมชาติ อากาศดีในทุ่งนาทุ่งไร่ ได้ออกกำลังกายไปพร้อมๆ กันส่งผลให้อารมณ์ดี การขับถ่ายอุจจาระก็เป็นเวลา “กินผักเป็นยา” ผักพื้นบ้านต่างๆที่ปลูกเองข้างบ้าน(ไม่ใช้ยาเคมีฆ่าแมลง) กินปลาเป็นอาหาร ปลาชนิดต่างๆ ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ในห้วย หนอง คลอง บึง ใกล้บ้าน ทำกับข้าวกินเอง พึงพาตนเอง อาหารดีสุขภาพกายดี ส่งผลให้อารมณ์ดี
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
